What's happening?

Video Sources 108 Views Report Error

  • Watch trailer
  • Interstellar ทะยานดาวกู้โลก
Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

USA169 นาที Min.PG-13
Your rating: 0
8 1 vote

Synopsis

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

ดูหนัง INTERSTELLAR เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบเดิมที่เราอยู่ทุกวันนี้ เริ่มเกิดวิกฤตแห้งแล้ง พืชล้มตาย ฝุ่นเต็มบ้านเมือง เหลือเพียงข้าวโพดที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งต้องยอมรับว่าหนังนำเสนอส่วนนี้ในช่วงต้นเรื่องได้ดีในระดับหนึ่ง มีการเก็บรายละเอียดในเรื่องของความเป็นอยู่ของผู้คนว่าชีวิตพวกเขาแตกต่างจากโลกปกติตอนนี้อย่างไร ง่ายๆมันก็คือใกล้วันสิ้นโลกนั้นแหละ แต่ตัวหนังนำเสนอออกมาให้ดูมีสมจริงและความเป็นไปได้ Interstellar ทะยานดาวกู้โลก ดูหนังผจญภัย

ดูหนังออนไลน์ ไม่ใช่จู่ๆโลกระเบิดอะไรทำนองนั้น และแม้แต่นักบินอวกาศอย่างพระเอกก็ยังต้องมาทำไร่ ทำสวน เพื่อความอยู่รอด แต่แล้ววันหนึ่ง NASA ก็ค้นพบว่าพืชเผ่าพันธุ์สุดท้ายอย่าง ข้าวโพด ใกล้จะดับสูญไปในอีกไม่ช้า และรุ่นลูก รุ่นหลานของพระเอกก็จะเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่บนโลก ภารกิจค้นหาดาวดวงใหม่จึงเริ่มขึ้น! ดูหนังฟรี

ในเรื่องตัวบทถือว่าทำมาได้ดีในเรื่องการสนทนาของตัวละคร ที่ไม่ปรัชญาจ๋าจนเกินไป แต่วิทยาศาสตร์ฮาร์ดคอล้วนๆ (แต่ไม่ต้องกลัวตัวหนังมันจะโชว์ออกมาให้เข้าใจที่สุดเอง) ส่วนในเรื่องของตัวละครบางทีก็อาจแปลกๆไปบ้าง บางคนจู่ๆก็โผล่มาไม่มีที่มาที่ไป บางฉากก็โม้ไม่ค่อยเมคเซ้นส์ แต่ดูสนุก ลุ้นระทึกดีมาก ต้องบอกเลยว่ามีฉากเรียกน้ำตาคนดูไม่ต่ำกว่า 3-4 ฉาก !!! และผมไม่เคยดูหนังแล้วน้ำตาไหลในโรงมาหลายเดือนแล้ว

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก เนื้อเรื่อง

เรื่องนี้เล่นเอาอยู่หมัดมาก ลองคิดดูว่าพ่อคนหนึ่งที่ต้องจากลูกไปอวกาศอันแสนไกลโพ้นโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอหน้าลูกเมื่อไหร่ จนลูกโตขึ้นอายุเท่าพ่อก็ยังไม่กลับมา ลูกอีกคนก็เชื่อว่าพ่อตายแล้ว ทั้งๆที่พ่อคนนั้นกำลังนั่งเปิดดูข้อความของลูกๆอยู่บนยาน และยังไม่จากไปไหน ได้แต่หวังว่าสักวันจะได้พบหน้าลูกอีกครั้งหลังจบภารกิจ..

ในเรื่องของการนำเสนอ ช่วงแรกจะดูปูเรื่องเยอะไปหน่อย อาจมีง่วงกันบ้าง แต่ก็ไม่น่าเบื่อขนาดนั้น พอมากลางเรื่องก็เริ่มจะมีอะไรให้กระแทกอารมณ์คนดูกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะฉากตอนบอกลาลูกเนี่ย นักแสดงเล่นจนทำให้ผมน้ำตาแทบคลอ ไปจนถึงฉากเปิดดูข้อความตอนลูกโตขึ้น และเหตุการณ์ช็อคโลกอีกมากมายในด่านข้างหน้า ที่เรียกว่าอลังการล้นจอ จนถึงช่วงสุดท้ายของหนังที่พีคโคตรๆ ชนิดติดตายากจะลืมเลือน ไหนจะมีเซอร์ไพรส์นักแสดงที่มีผลต่อเนื้อเรื่องพอสมควร กับฉากที่คุณจะต้องร้อง WTF!? และสะดุ้งจนแทบถีบเบาะนั่งข้างหน้าเลยแหละ

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

การเนรมิตรรูปแบบยานก็ถือว่าทำออกมาได้น่าจดจำดี แม้มันจะมีรูปทรงคล้ายกระสุนปืนแก๊ป(?)ก็ตาม… ส่วนเรื่องการเนรมิตรอวกาศ จะไม่สวยงามสดใสแบบ Gravity แต่จะเน้นให้เหมืนอกับอวกาศจริง ที่มันดูเงียบๆ โล่งๆ นั่นแหละ แต่ได้ออกมาแบบนี้ถือว่าดีมากๆ สำหรับระบบฟิล์ม ยกนิ้วโป้งให้เลย

ต้องขอบอกว่าลายเซ็นต์การกำกับของโนแลนแกไม่ใช่นิ่งๆแล้ว มาตรฐานของแกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แตกต่างกันออกไปทุกแนว โดย Interstellar นี้ ถือว่าเป็น 1 ในหนังของโนแลน ดูง่ายที่สุด(?) เพราะถ้าหากเราเข้าใจเรื่องที่ตัวละครสื่อสารกันในหนังดีๆ ก็ไม่มีอะไรค้างคาในหัวกลับบ้านไปแบบ Inception แน่นอน นอกเสียจากว่าคุณจะเป็นคอไซไฟที่ตั้งคำถามต่างๆนาๆถึงสิ่งต่างๆในจักรวาลหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมก็คิดเช่นนั้นครับ ยังมีคำถามอีกมากมายในจักรวาลของ Interstellar เพราะหนังมันพาเรา ไปไกล กว่าที่มันเป็นมาก เรียกว่าเปิด/ขยายจักรวาลใหม่ของโลกภาพยนตร์เลยก็ว่าได้

คุณจะได้เห็นหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นจากหนังเรื่องไหนๆ จนบางทีก็แทบไม่คิดว่าโนแลนจะทำแบบนี้ได้ด้วย หนังพาเราไปเห็นส่วนใหม่ๆของจักรวาลที่ไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน เช่น ดาวที่มีแต่ทะเลตื้น แต่ดันมีคลื่นยักษ์มหาศาล หรือดาวน้ำแข็งที่มีเมฆเป็นก้อนน้ำแข็ง(ที่เห็นในตัวอย่างเหมือนภูเขาล่างกับบนนั่นแหละ) ซึ่งจะไม่แปลกเลยถ้าหากหนังเรื่องนี้ติดโผสุดยอดหนังไซไฟขึ้นหิ้งในอนาคต เพราะมันมีผลต่อจักรวาลหนังไซไฟมากในระดับหนึ่ง

และที่จะลืมไม่ได้อีกก็คือเจ้าหุ่นยนต์ TARS กับ CASE ที่เป็นตัวขโมยซีนของเรื่อง แม้บทอาจจะไม่มาก โผล่ๆหายๆบ้าง แต่คุณจะหลงรักความเป็นกันเองของมันมาก และความกวนโอ๊ยชนิดอยากทุบทิ้งเลยทีเดียว โดยเฉพาะบทที่คุยกับซะพระเอกส่วนใหญ่เนี่ย ถึงแม้ดีไซน์จะไม่โดนมาก แต่ประโยชน์ของมันล้นหลามจริงๆนะ

Interstellar บทสรุป

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

และอีกอย่างเกือบลืม!! เพลงประกอบที่สุดติ่งกระดิ่งแมวของ Hans Zimmer เจ้าเก่า ที่ทำออกมาได้โคตรอินมากๆ ฉากที่จะอึ้งก็อึ้ง จะนิ่งก็นิ่ง จะหลอนก็หลอน สุดยอดสุดๆ โดยเฉพาะซาวประจำของเรื่องนี่แว่วๆอยู่ในหูจนยากที่จะลืมแน่นอน

หากกวาดตาดูผลงานในปัจจุบันของ คริสโตเฟอร์ โนแลน คงไม่เป็นที่กังขามากนัก หากจะพูดว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับฯ ที่จับผลงานแนวไหนก็ย่อมน่าสนใจแทบทั้งสิ้น แต่อีกหนึ่งผลงานที่จะขอหยิบมาพูดในวันนี้ คือหนังไซไฟที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของฟิสิกส์อวกาศอย่าง Interstellar

Interstellar เล่าเรื่องของโลกในอนาคตที่เกิดภาวะโรคระบาดในพืชจนทำให้พืชซึ่งเป็นอาหารให้มนุษย์ค่อยๆตายไปทีละชนิดและยังมีพายุฝุ่นที่คอยคุกคามโลกอย่างห่างๆอีกด้วย คูเปอร์ อดีตนักบินได้พบสัญญาณที่ตัวเองได้รับมาจากลูกสาว เมอร์ฟี่ ก่อนจะพบกับสถานีอวกาศลับนาซ่าที่กำลังเตรียมภารกิจกู้โลกครั้งสำคัญในการเดินทางผ่านรูหนอนไปยังอีกกาแล็คซี่นึงเพื่อเดินทางไปสำรวจดวงดาวที่น่าจะมีศักยภาพให้มนุษย์อยู่ได้ คูเปอร์และลูกเรือยานอวกาศจึงต้องภารกิจที่สุดแสนจะยาวไกลมากที่สุดที่มนุษย์เคยจะเดินทางมา

ส่วนที่ดีที่สุด คือ การสร้างอารมณ์เพียวไซไฟในหนัง ที่เกือบจะหาไม่ได้แล้วในยุคหนังธุรกิจแบบนี้ เพราะหากจะมองหากันดี ๆ หนังไซไฟยุคนี้แทบจะเต็มไปด้วยความแอ็คชั่นบล็อคบัสเตอร์ แทบจะหาหนังที่มีแต่ความเพียวไซไฟไม่ค่อยได้แล้ว หนังเรื่องนี้มอบความเป็นไซไฟอวกาศแบบเต็มที่ แบบที่เราเคยรู้สึกในหนังอวกาศยุคเก่า ๆ ในความพิศวงลึกลับของอวกาศ มิติและเวลาบางอย่าง หนังเรื่องนี้เป็นดั่งการสำรวจอวกาศและดวงดาวอย่างที่หนังให้เป็น

รองลงมาคือ ความสมจริงทางด้านภาพของหนัง ดั่งที่ โนแลน พยายามที่จะทำให้เป็น หนังมีหลาย ๆ ฉากที่สมจริงในแง่ของมุมกล้อง การสร้าง ซึ่งรวมถึงการใช้กล้อง IMAX ที่ทำให้ภาพมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเสมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ โดยเฉพาะมุมกล้องแบบสารคดียานอวกาศ ซึ่งก็สามารถสร้างความสมจริงทางด้านภาพให้มากขึ้นได้อย่างยิ่งยวด

ถัดมาคือ อารมณ์ร่วมของหนัง ที่หนังดำเนินค่อยเป็นค่อยไปมาก ๆ ในช่วงแรกเพื่อปูพื้นและเรื่องราว แต่กระนั้นก็สามารถสร้างบรรยากาศ ดราม่า-ไซไฟ ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าหนังดำเนินเนื้อหาระหว่าง 2 ส่วนได้ควบคู่กันไปได้ค่อนข้างลงตัว ถัดมาคือ ส่วนของดนตรี ที่ทำหน้าที่ได้ดี ทางด้านความยิ่งใหญ่และลึกลับของอวกาศ

ถึงแม้จะกล่าวมาข้างต้น หนังก็ยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยมากนัก เพราะยังมีบางช่วงบางตอนที่ค่อนข้างขาดเกินหรืออาจถึงลบล้างอารมณ์ร่วมหนังที่ปูมาในช่วงแรก (ส่วนตัวรู้สึกแย่ด้วยซ้ำ) แต่ก็ยังทำให้หนังไม่เสียกระบวนไปมากนัก หนังมีหลายฉากมากพอที่จะทำให้คนดูได้จดจำหนังเรื่องนี้ได้ อาจไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่แต่ก็อาจจะรู้สึกถึงความสมจริงที่หนังมอบให้ โดยเฉพาะฉากเดินทางผ่านรูหนอน และ ฉาก “นั้น” ช่วงท้ายเรื่อง ที่คาดว่าคงเป็นที่ถกเถียงในวงสนทนาฟิสิกส์อวกาศไประยะนึงเลยทีเดียว

สรุปแล้ว Interstellar คือหนังไซไฟที่แฝงประเด็นดราม่ามาพอกล้อมแกล้ม แต่ทำให้หนังในครึ่งแรกทรงพลังมาก ๆ (แม้ว่าบางคนจะบอกว่าเนือยและน่าเบื่อ) หนังใช้ทฤษฎีมิติและเวลาได้อย่างคุ้มค่า หนังไม่ได้ดูยากหรือซับซ้อนอย่างผลงานก่อน ๆ ที่หลายคนกังวล แต่ต้องคิดตามโดยใช้ทฤษฎีที่ให้มาแล้วคิดตามไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้หนังมีหลายต่อหลายฉากที่อาจเป็นที่ถกเถียงกันต่อไปในอนาคตก็ได้ สาวกไซไฟและโนแลนอย่าได้พลาดเลย

เมื่อผู้เป็นพ่อต้องพรากจากลูกสาวสุดที่รักไปไกลแสนไกลอย่างที่ไม่รู้วันกลับ และไม่อาจบอกเหตุผลที่แท้จริงได้ มันช่างเจ็บปวดใจยิ่งนักเมื่อสื่อสารกันได้เพียงนานๆ ครั้ง หลงเหลือไว้แต่ความไม่เข้าใจกัน แม้รู้ว่าลูกสาวฉลาดแค่ไหนแต่ภาระหน้าที่ต่อมนุษยชาติและตัวตนความเป็นนักบินอวกาศมันบอกให้ทำสิ่งที่สำคัญกว่า กระนั้น ความรักครอบครัวอันเป็นอารมณ์ของมนุษย์ก็ไม่เคยจากไปไหน

หนังมีส่วนผสมที่หลากหลาย เหมือนจะหยิบจับมาจากหนังหลายๆ เรื่อง ดูแล้วก็อาจจะนึกถึงหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรียกได้ว่าหยิบจับแล้วนำมาผสมผสานได้อย่างน่าสนใจ ทั้งเรื่องดราม่าในครอบครัว วิทยาศาสตร์เชิงอวกาศ แง่มุมความคิดที่เห็นต่างเมื่อมองคนละขั้ว และแง่มุมเชิงปรัชญาที่ลุ่มลึก ‘Interstellar’ ความยาว 2 ชั่วโมง 49 นาทีของโนแลนดูจะไปได้สวยกับการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกระหวัดกันไปมา

แสดงให้เห็นถึงจินตนาการอันล้ำลึกและก้าวไปไกลกว่าหนังไซไฟอวกาศเรื่องอื่นๆ ตัวเอกต้องเดินทางไปไกลแสนไกลผ่านรูหนอนมุ่งสู่ระบบดวงดาวอื่น ทั้งยังผจญกับเหตุการณ์ต่างๆ นานาที่พันเกี่ยวทุกๆ สิ่งที่ถูกเล่าเอาไว้ด้วยอย่างล้ำลึก!

แต่ก็ยังพบว่าช่วงท้ายของหนัง อาจจะดูสรุปง่ายดายไปและรวบรัดตัดตอนเกินไปบ้าง กระนั้น เมื่อมองดูมวลรวมของหนังที่พาเราไปท่องอวกาศที่เรายังไม่เคยไปถึง ผสานทฤษฎีความรู้ที่มากเกินกว่าคนธรรมดาจะคิดไปถึง ศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์ยุ่บยั่บจนอาจจะดูหนักหัวบางคนเกินไปบ้าง แต่หนังก็ทำให้เราตะลึงพรึงเพริดไปกับภาพจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ ผสานดนตรีฝีมือ Hans Zimmer อันมินิมอลแต่งดงาม แม้ว่าอาจประทับใจได้ไม่เท่า ‘Inception’

เรื่องราวในวันที่โลกไม่เหลือทรัพยากรอีกต่อไปแล้ว ผลกระทบที่ทำให้ไม่มีอาหารเพียงพอ ปลูกพืชผลอะไรก็ไม่ขึ้น เหลือแต่เพียงข้าวโพดเท่านั้นที่จะเป็นอาหารที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของมนุษย์ ตัวเอกของเราเป็นนักบินเก่าผู้ซึ่งได้พบกับฐานลับนาซ่าโดยบังเอิญ พวกเขาต้องแอบคิดค้นประดิษฐ์ของเพราะเรื่องงบประมาณ ตัวเอกได้ไปพบและถูกเชิญชวนให้ไปสำรวจโลกใหม่กับพวกเขาในฐานะนักบิน

โดยภารกิจนี้ดำเนินมานานกว่า 10 ปีแล้วและพวกกลุ่มของตัวเอกในครั้งนี้ต้องไปตามดาวที่กลุ่มก่อนหน้าส่งสัญญาณออกมาว่าพอเป็นไปได้ที่จะใช้เป็นโลกใหม่
หนังนานมาก ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที แต่พูดได้เลยว่าไม่มีจุดไหนที่น่าเบื่อเลยสักนิดเดียว หนังเดินไปอย่างรวดเร็ว เริ่มจากปูเรื่องราวโลกในปัจจุบันกับปัญหาที่เขาต้องพบทั้งเรื่องขาดแคลนอาหารและฝุ่นที่ฟุ้งทั่วไปหมด

จนเดินเรื่องตอนพระเอกเจอกับนาซ่า และการเข้าร่วมภารกิจ และไปที่ดวงดาวต่างๆ คือเรื่องเดินไปเร็วมากและเดินหน้าไปเรื่อยๆไม่มีเวลาให้หยุดพักเลย และที่สำคัญคือใส่ประเด็นสำคัญมาตั้งแต่ต้นเรื่อง คือมันเป็นจุดไคลแมกซ์จุดคลายประเด็นของเรื่องที่หนังใส่มาให้เราเห็นตั้งแต่แรกแล้วอยู่ที่ว่าเราจะเคลียร์มันได้ไหม เหมือนกับหลายๆเรื่องที่ผ่านมาของผู้กำกับคนนี้ ที่สำคัญที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นประเด็นครอบครัวนี่แหละ ที่ยังคงความดราม่าและความสำคัญตลอดมาในหนังแทบทุกเรื่องของเขา

ถ้าพูดถึงประเด็นเรื่องความเป็นไปได้ในเรื่อง ในครั้งแรกที่ดูในโรงเรารู้สึกว่าว้าว สุดยอดไปเลย มันดูเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจมาก แบบดูจบก็ไปหาทฤษฎีมาอ่านเพิ่มทันทียิ่งสนุก มิติที่ 4 มิติที่ 5 งี้ แล้วพอปีหลังจากนั้นก็มี The Martian เข้าที่ทุกคนบอกว่าสมจริงแล้วก็มาเทียบกับ Interstellar ที่ฉายปีก่อนหน้าเขาบอกว่า Interstellar ไม่สมจริง ตอนนั้นเราแบบไม่สมจริงยังไงวะ แต่พอดูรอบสองก็เออ

เหตุผลรองรับมันไม่ค่อยมีจริงๆนั่นแหละ แต่เราจะมองข้ามมันไปแล้วเอาแต่ความสนุกแล้วกัน สำหรับเราพวกฉากอวกาศ พวกยานบิน หรืออะไรพวกนี้ดูสมจริงและสวยงามมาก โปรดักชั่นดีมากกกก นักแสดงครบรส คือดึงดูด และถึงโผล่มาเพียงสั้นๆแต่ดูกลมกลืนไปกับเรื่อง คือดูแล้วรู้ว่าคัดให้เขามาเป็นตัวละครได้ประมาณนี้

เราชอบเรื่องนี้มากนะ คือภาพดี เพลงดีมาก นักแสดงดี บทดี สนุก เนื้อเรื่องน่าติดตาม ถึงบทสรุปจะดูอาจจะไม่ค่อยเป็นไปได้ไปสักนิดแต่โดยรวมที่ผ่านมาทั้งเรื่องเราว่าทำได้ดีมาก ยิ่งบทสรุปความสัมพันธ์ตัวละครและบทสรุปเนื้อเรื่องก็ดีมากสำหรับเรา เป็นอีกเรื่องที่ควรดูนะ เป็นหนังอวกาศที่ดูสนุก แต่จะเน้นไปทางดราม่ามากกว่า คุณภาพมาก แค่เข้าได้ดูนักแสดงก็คุ้มแล้วยิ่งได้สัมผัสภาพและเพลงที่ตราตรึงเนี่ย สำหรับเราก็ดีมากแล้ว ถึงสุดท้ายจะยัดดราม่าความรักมามากจนเป๋ไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในบทสรุปที่เรายังโอเคและรับได้อยู่

 

 

Original title Interstellar ทะยานดาวกู้โลก
IMDb Rating 8.6 192 votes
TMDb Rating 318 110 votes

Director

Director

Cast

Similar titles

The Scorpion King 1 ศึกราชันย์แผ่นดินเดือด 2002
May the Devil Take You บ้านเฮี้ยน วิญญาณโหด
Incident in a Ghostland บ้านตุ๊กตาดุ
Finding Ohana (2021) ผจญภัยใจอะโลฮา
Notting Hill รักบานฉ่ำที่น็อตติ้งฮิลล์
To the Fore ปั่น ท้า โลก
Skiptrace คู่ใหญ่สั่งมาฟัด
The Imitation Game ถอดรหัสลับ อัจฉริยะพลิกโลก
Overlord ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด
The Wicked City (1992) เมืองหน้าขนใครจะโกนให้มันเกลี้ยง
The Dark Tower หอคอยทมิฬ
Steve Jobs (2015)

Leave a comment

Name *
Add a display name
Email *
Your email address will not be published